[VSF]Room 137 By Popsical_Kwan
posted on 25 Jan 2012 21:29 by sunnstory-luckyseven in SHORT-FICTION
Gor-Tor Talk : เวรี่ชอตฟิกชั่น จากปอปซิแควออนนี่ค่ะ ฝากมาลงให้สมาชิกร้านหนังสืออ่านกันเพื่อความฟินขั้นสุด อ่านแล้วคิดเห็นประการใด ฟินเหมือนกันกับเค้ามั้ย ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้เลยนะคะ
แนะนำว่าก่อนอ่าน กรุณาเสพแฟนแคมตัวนี้สักนิด..
http://www.youtube.com/watch?v=PQb_lqU6e8g
ขอบคุณค่ะ ^^
Room 137
‘...และรางวัลโซลมิวสิคอวอร์ดแดซังปีนี้ตกเป็นของ Super Juniorrrr…’
มันคืออีกหนึ่งค่ำคืนแห่งความทรงจำ เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนเรียกชื่อที่ดังกึกก้อง เสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำ รอยยิ้ม คราบน้ำตา อ้อมกอด และ...
ปัง!!!
เสียง บานประตูที่กระแทกอย่างแรงบอกสภาพอารมณ์ของผู้ที่เข้ามาใหม่ได้เป็นอย่างดี เยซองละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ดึงหูฟังออกมาวางค้างไว้ในมือ ยังไม่ทันเอ่ยปากทักทายเสียงฝีเท้าหนักแน่นกว่าเสียงแรกก็ตามติดเข้ามาพร้อม ด้วยประโยคที่ทำให้เจ้าของตำแหน่งเส้นเสียงของวงเลิกคิ้วมองเหตุการณ์ด้วย ความสนใจ
“ฮยอง โกรธเรื่องอะไรทำไมไม่พูด” ภายในห้องไม่ได้สว่างแต่ก็ไม่มืดจนถึงกับมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของร่าง เล็กสมส่วนอีกร่าง ซองมินกดร่างจนจมลึกลงไปกับโซฟา สองมือยกขึ้นกอดอกสีหน้าราบเรียบแต่ริมฝีปากเชิดเหมือนปลายจมูกที่รั้นขึ้น ยามที่กำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ไม่ดี...อย่างยิ่ง
“อย่า เข้ามานะ” เจ้าของร่างสูงหยุดการก้าวเดินไว้ทันทีที่ถูกร้องสั่ง โจคยูฮยอนอาจจะโกรธแต่ไม่ได้ลืมตัวลืมสำรวจสภาพรอบตัว ดวงตาคมหวานมองสบตาเรียวคมของบุคคลที่สามแล้วก็เปลี่ยนจากท่าทีร้อนรนเป็น นิ่งเฉย ภายในห้องนั่งเล่นเงียบสงบ นอกเหนือจากทั้งสามคนสมาชิกคนอื่นๆ ต่างก็สมัครใจจะอยู่ฉลองในค่ำคืนแสนพิเศษต่ออีกหน่อย เยซองไม่ดื่มเขาจึงขอตัวกลับหลังจากหมดพิธีการ ส่วนอีกสองชีวิตที่กำลังช่วยกันส่งผ่านเปลวไฟแห่งอารมณ์นั้นไม่มีใครสามารถ บอกได้ว่าหลบเลี่ยงออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และอย่างไร...
“ฮยอง...ผม กับซองมินฮยองมีเรื่องต้องคุยกัน ฮยองช่วย...” เยซองเลิกคิ้วสูงจนแทบกลืนหายไปกับเรือนผม ถึงจะยังสนใจกับการร้องขอตรงๆ ของคยูฮยอนแต่เขาก็ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอใคร
“ฮยองไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” เยซองมองกรอบร่างเล็กที่จมตัวอยู่ในโซฟานุ่มก่อนจะมองกลับไปยังเด็กรุ่นน้องอีกคน...ตกลงจะเอายังไงกับกู?
“แต่เราต้องคุยกัน...”
“ถ้า อยากคุยก็เชิญ แต่นายไม่มีสิทธิ์ไล่เยซองฮยองออกไปจากห้อง” อีซองมินในยามมีอารมณ์อยากเหวี่ยงใครก็รู้ว่าไม่ควรห้ามหรือแม้แต่เข้าใกล้ เยซองมองรุ่นน้องตัวสูงที่นอกจากไม่สะดุ้งกับน้ำเสียงแหบห้าวแต่กลับสืบเท้า เข้าใกล้ร่างเล็กอย่างไม่มีคำว่ากลัว...เรื่องนี้ชักน่าสนใจเข้าไปทุกที
“แล้ว ฮยองอยากคุยกันโดยที่มีคนอื่นอยู่ด้วยงั้นหรือ” เจ้าของฉายามินิเม้มปากแน่น ไม่ตอบโต้ก็แสดงว่าต้องการให้เป็นไปอย่างที่โจคยูฮยอนท้าทาย
“ถ้า ฮยองมั่นใจว่าอยากให้เป็นอย่างนี้...ผมก็จะไม่สนแล้วเหมือนกัน” เยซองเข้าใจว่าคำพูดนั้นเด็กรุ่นน้องคงหมายถึงตัวเขาเองแต่ดูเหมือนซองมินจะ เข้าใจไปอีกอย่าง
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้นายมาสนใจ!” คราวนี้บุคคลที่สามอย่างคิมเยซองสะดุ้งเฮือก ดวงตาเรียวรีมองใบหน้าของเด็กรุ่นน้องสลับกันไปมา เวลานี้ต่อให้สนใจอยากรู้เรื่องราวมากแค่ไหนแต่เขาชักไม่อยากร่วมอยู่ใน เหตุการณ์เสียแล้ว ร่างสมส่วนเตรียมจะสละพื้นที่ที่กำลังยึดครองแล้วก็ต้องชะงักอีกครั้ง
“ถึงฮยองไม่อยากให้สนใจแต่ผมก็สน และเพราะฮยองไม่เคยคิดว่าผมจะสนใจเราถึงต้องมาทะเลาะกันอยู่แบบนี้”
“อ่อ เป็นความผิดฉันเองสินะ”
“ฮยอง...อย่าเพิ่งพาลได้ไหม ที่ผมพูดผมหมายถึงเรื่องคืนนี้ สาเหตุที่ทำให้เราต้องมาทะเลาะกันอยู่นี่ต่างหาก”
“ฉันไม่ได้พาล”
“ฮยองน่ะ...จอมพาลหาเรื่องเลยต่างหาก”
“ไอ้...โจคยู ฮยอน ฉันขอเตือนให้นายรีบไปให้พ้นๆ หน้าก่อนที่ฉันจะโกรธมากไปกว่านี้” เงียบกันไปอีกครั้ง เยซองอยากถอนหายใจแต่เขากลับยกมือขึ้นเสยผมแทน เหตุการณ์ตรงหน้าชักจะลุกลามไปกันใหญ่แต่เขากลับจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องขุดหาน้ำเสียงแบบไหนขึ้นมาปรามเพื่อสงบศึกของคู่รักประจำบ้าน
“ยอม รับแล้วใช่ไหมว่าโกรธ” คยูฮยอนยังกดเสียงต่ำย้อนคำถามกลับไปได้อย่างน่านับถือ ตอนนี้ซองมินไม่ได้นั่งอยู่บนโซฟาอีกต่อไปแล้ว ร่างเล็ก(อย่างน้อยๆ ก็เล็กกว่าทุกคนในห้องนั้น)ลุกขึ้นมายืนเผชิญหน้ากับคู่กรณีอย่างไม่มีคำว่าเกรงกลัว
“.........................”
“เราเข้าไปคุยกันในห้องเถอะนะ” เสียงทุ้มลดต่ำลงราวกับต้องการให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ฉัน บอกไปแล้วว่ายังไม่อยากคุย” เกิดความเงียบที่มีแค่เสียงลมหายใจ คยูฮยอนบอกให้ตัวเองใจเย็นลงอีกนิด พยายามกล่อมปีศาจร้ายในอกให้สงบลง เขาทำสำเร็จแค่ครึ่งเดียว
“ถ้า ฮยองไม่อยากคุยผมก็จะไม่บังคับ แต่ช่วยบอกให้ผมหายโง่หน่อยได้ไหมว่าฮยองโกรธเรื่องอะไร...เกี่ยวกับเรื่อง ที่เราเคยตกลงกันไว้หรือเปล่า ผมล้ำเส้นที่ฮยองขีดไว้ใช่ไหม...”
“........................”
“ฮยอง โกรธที่ผมกอดฮยองต่อหน้าคนอื่น...หรือโกรธที่ผมเผลอจับมือฮยองตอนอยู่บนเวที อย่างไหนทำให้เราทะเลาะกัน” เสียงนั้นยังคงถามย้ำอย่างตรงไปตรงมาและครั้งนี้มันเต็มไปด้วยแรงอารมณ์จนคน ฟังเผลอสะดุ้งอยู่ในใจ คยูฮยอนไม่รู้ว่าเขาทำผิดอะไรถึงต้องทนรับกับความห่างเหินเย็นชาตลอดเส้นทาง จากสถานที่จัดงานมาถึงหอพัก เมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบเด็กหนุ่มก็จำต้องสำรวจพฤติกรรมของตัวเองอย่าง ละเอียดแล้วก็พบว่ามันมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง...ชั่วระยะเวลา สั้นๆ
“พวก นาย เอ่อ...ใจเย็นนะ ค่อยๆ...” เสียงบุคคลที่สามเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกลเมื่อต่างคนต่างสนใจอยู่แค่ความ รู้สึกที่เร่งรุมทำร้ายจากภายใน ซองมินใจหายวาบกับถ้อยคำที่ราวกับจะกล่าวหาแต่ยังมีร่องรอยตัดพ้อเจืออยู่ใน น้ำเสียง ร่างเล็กเมินหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างแต่กลับเห็นแค่กระจกที่เริ่มขึ้นละออง ฝ้าสีขาว นึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ยอมให้บุคคลที่สามออกไปจากห้องตั้งแต่แรก
“ฉัน จะไปโกรธนายได้ยังไงโจคยูฮยอน นายไม่ใช่คนที่เต็มใจอยากกอดฉันด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะเยซองฮยองคว้าเราเข้าไปกอดพร้อมกัน...เราก็คงไม่ได้กอดกันเลย ด้วยซ้ำ” ความโกรธและอารมณ์น้อยใจที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ลุกลามกลายเป็นชนวนใหญ่โต ตอนนี้ซองมินเลยเกลียดตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นับตั้งแต่ตัดสินใจคบหากับคนตรงหน้าในฐานะคนรักเขากลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย อารมณ์อ่อนไหวเดาใจยาก จริงอยู่ที่เขาเป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ของการคบกันตั้งแต่วันแรกที่ตกลงปลงใจ ใครเลยจะรู้ว่าพอเวลาผ่านไปก็เป็นเขาเองอีกนั่นแหละที่อยากนึกแหกกฎ ซองมินคิดว่าแค่ความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านทางสายตาคงมากพอให้คยูฮยอนเข้าใจ ว่าค่ำคืนนี้เขาต้องการอ้อมกอดอบอุ่นของคนที่รักมากยิ่งกว่าสิ่งใด
และก็ไม่ใช่แค่อ้อมกอดที่มาจากเหตุการณ์บังคับอย่างที่เกิดขึ้น
“ผมไม่เข้าใจ...เดี๋ยวก่อน ฮยอง!” ความไม่เข้าใจของคยูฮยอนถูกทิ้งค้างไว้ตรงนั้นเพราะคนเดียวที่จะให้ความ กระจ่างหลีกหนีไปอีกทาง กว่าที่ขายาวจะก้าวตามคนตัวเล็กแต่ปราดเปรียวได้ทันประตูห้องนอนก็ถูกปิด กระแทกกับปลายจมูกโด่งเสียแล้ว
ปัง!
โจคยูฮยอนโดนปิดประตูใส่หน้าเป็นครั้งที่สองในรอบสิบห้านาที...ร่างสูงยืนจ้องบานประตูราวกับมันคือศัตรูที่ยากจะรับมือ ดวงตาคมหวานพับปิดพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวลึกด้วยความเหน็ดเหนื่อย เสียงความเคลื่อนไหวเพียงเสียงเดียวไม่ได้มาจากคนที่ต้องการแต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงถึงจะหงุดหงิดที่ต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวต่อหน้าบุคคลที่สามแต่คยูฮยอนก็ ยังไม่เลวถึงขนาดโกรธคนที่หวังดีกับตัวเองได้ลงคอ
“ฮยอง น่าจะออกไปจากห้องไม่ใช่นั่งฟัง...” ต่อหน้าโจคยูฮยอนเยซองไม่ค่อยอึดอัดเท่าเวลาที่มีซองมินอยู่ด้วย อาจจะเป็นเพราะคยูฮยอนไม่ได้แสดงอารมณ์โกรธมากเท่าซองมิน เจ้าของเสียงแหบทุ้มถอนหายใจยาวก่อนจะส่ายหัวเบาๆ
“ตกลง เป็นความผิดกูว่างั้นเถอะ” เยซองทำเสียงจิ๊ในคอเมื่อคนฟังมันไม่ยอมแก้ไขความเข้าใจ ไม่แม้แต่จะปฏิเสธให้สบายใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหารักๆ ใคร่ๆ ที่เกิดขึ้น
“ไม่ ใช่ความผิดของฮยองหรอก ผมต้องขอบคุณฮยองถึงจะถูก” ขอบคุณที่คนตรงหน้าช่วยให้เขามีโอกาสได้กอดคนที่รักไว้ในช่วงเวลาที่สำคัญ ที่สุด แม้จะแค่ช่วงสั้นๆ แต่มันมีความหมายสำหรับคยูฮยอนมากเหลือเกิน
“แล้วจะ ทำยังไงต่อไป นั่งรออยู่ตรงนี้จนกว่ามินิจะหายโกรธ?” ถึงจะเป็นคนไม่ค่อยแสดงออกถึงความห่วงใยใส่ใจเพื่อนพี่น้องร่วมวงมากนักแต่ เยซองก็ไม่ได้ละเลย ถามไปแล้วก็ไม่ได้หวังจะได้รับคำตอบ เรื่องของคนสองคนก็ควรให้เคลียร์กันแค่สองคน ดูเหมือนคยูฮยอนเองก็ไม่ได้สิ้นไร้หนทางที่จะง้อคนรัก ดวงตาคมหวานคู่นั้นพราวระยับจนเยซองนึกปลงกับความมั่นใจของไอ้น้องเล็ก คนที่เพิ่งโดนคนรักปิดประตูใส่หน้าทำไมมันถึงยังยกยิ้มมุมปากได้วะ!
“ถ้า ผมคิดจะรอให้เค้าหายโกรธคงไม่ตื้อจะคุยตั้งแต่แรกหรอก ฮยองว่าจริงไหม?” จริงหรือไม่จริงมันคงไม่ต้องการคำตอบเพราะร่างสูงลุกขึ้นจากจุดเดิมกับที่ ซองมินเคยนั่ง ช่วงขายาวก้าวเร็วๆ ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแตกต่างกับพฤติกรรมหน้าหมองเสียงพ้ออย่าง ที่เยซองเคยได้ยินเมื่อไม่ถึงสิบนาทีก่อน...ประตูบานเดิมยังปิดสนิท แต่คงอีกไม่นาน
การขังตัวเองอยู่ในห้องนอนที่มีเจ้าของห้องอีกครึ่งหนึ่งเป็นคนที่เราอยากหนีหน้ามากที่สุดช่างเป็นเรื่องที่เกินจะหลีกเลี่ยงได้
ซองมินนอนมองเพดานอยู่ในความมืด นับตั้งแต่นาทีที่ทุ่มตัวลงบนเตียงเขาไม่ได้ขยับร่างกายไปไหนเลย ร่างเล็กเก็บงำอารมณ์มากมายเอาไว้เต็มเปี่ยม จากโกรธเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด น้อยใจ เสียใจ แล้วก็ใจหายเมื่อผ่านไปหลายนาทีแล้วไม่มีใครอีกคนตามเข้ามา ซองมินถอนหายใจผะแผ่วรู้ตัวว่าเป็นคนเอาแต่ใจจนยากจะแก้ไข แรกเริ่มก็ตั้งกฎในการคบหาไว้เสียมากมาย พอนานไปคนที่เคยฮึดฮัดไม่อยากทำตามกฎเกณฑ์แต่แรกกลับยอมรับกฎทุกข้อด้วยความ สงบ ในขณะที่เขาเองกลับหาเรื่องแหกกฎบ่อยครั้ง
ไม่อยากให้พูดถึงกันและกันออกสื่อแต่ตัวเองกลับเผลอคุยเรื่องของอีกฝ่ายบ่อยจนคนรอบข้างทักท้วง
ไม่อยากให้แตะต้องสัมผัสกันต่อหน้ากล้องแต่กลับเป็นฝ่ายรอคอยมือหนาให้หันมาจับจูง
ไม่อยากให้แสดงความห่วงหาอาทรเพื่อประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้แต่กลับคอยมองหารอยยิ้มกับดวงตาคมหวานคู่นั้นอยู่เสมอ
ซอง มินเคยพอใจแค่ได้นอนกอดกันทุกคืนแต่มาวันนี้เขากลับอยากซุกตัวเข้าหาอ้อมกอด อบอุ่นในเวลาและสถานที่อันแปลกแยก คยูฮยอนไม่รู้จริงๆ หรือว่าซองมินรอคอย ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดซองมินอยากโถมร่างเข้าหา อยากได้ยินเสียงทุ้มกระซิบแสดงความยินดีที่ข้างหู ถ้าเพียงแต่...ถ้าเพียงแต่คยูฮยอนจะอ้าแขนออกแล้วดึงร่างเขาเข้าไป
แต่ซองมินก็พลาดเองที่ไม่เคยบอกเลิกเรื่องกฎบ้าๆ นั้นให้ชัดเจน
“โง่จริง ไอ้เด็กบ้าเอ้ย....เฮ้ยยยยย!” ซอง มินเพิ่งเริ่มต้นระบายความหงุดหงิดทั้งหมดออกมาแล้วคำสบถก็เปลี่ยนเป็นเสียง ร้องด้วยความตกใจ น้ำหนักตัวที่โถมทับลงมากระตุ้นให้เขารีบขยับกายหนี การหลบหลีกอันเกิดจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดไม่ใช่ความต้องการส่วนลึก ร่างเล็กสมส่วนถูกยึดไว้ด้วยมือใหญ่แข็งแรงซองมินพลิกร่างหมายจะกระโจนลงจาก เตียงแต่กลายเป็นถูกรวบกอดซ้อนหลัง ช่วงขายาวกดทับน้ำหนักมากมายตรึงร่างเล็กกว่าไว้ใต้อาณัติ
“ปล่อย”
“ไม่”
“นาย ทำฉันหายใจไม่ออก” เสียงห้าวขู่สำทับหาได้เกรงกลัวต่อความเสียเปรียบทางร่างกาย เบื้องหลังเรือนผมนุ่มคือรอยยิ้มเจ้าร้ายกาจ...คนโง่ ไอ้เด็กบ้าของซองมินกำลังเริ่มต้นงอนง้อขอคืนดี
“ผม ยังไม่ได้เริ่มจูบเลย ทำไมฮยองถึงหายใจไม่ออกล่ะ” ไอ้...ถ้อยคำบริภาษมากมายถูกคิดขึ้นในหัวแต่กลับติดอยู่แค่ปลายลิ้น โจคยูฮยอนใช้ก้านนิ้วแข็งแรงงัดปลายคางซองมินแล้วขโมยจูบไปต่อหน้าต่อตา จูบด้วยการกดริมฝีปากซ้ำๆ แล้วย้ำด้วยฟันคมจนกลีบเนื้อหอมหวานแยกเผยอ อารมณ์ดื้อดึงอยากเอาชนะค่อยๆ ละลายด้วยจูบคุ้นเคย
ผ่านไปนานหลายนาทีจนซองมินแทบลืมวิธีการหายใจความร้อนรุ่มที่ริมฝีปากจึงถูกคลายออกเหลือแค่ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดคลอเคลียไม่มีห่าง
“ผม ขอโทษที่ไม่เข้าใจความต้องการของฮยอง” เสียงทุ้มเอ่ยคำขอโทษได้น่าฟังนัก ซองมินคงยอมยกโทษให้คนรักทั้งหมดโดยไม่มีแง่งอน เพียงแต่...ซองมินรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคยูฮยอนเลยสักนิด!
“.........................”
“สาบานก็ได้ว่าตอนนั้นผมอยากกอดฮยองมากกว่าใครทั้งหมด แต่ว่า...ผมไม่รู้จริงๆ ว่าถ้ากอดไปแล้วฮยองจะ...”
“ช่าง มันเถอะ” ซองมินกลั้นใจพูดออกไปก่อนที่อีกฝ่ายจะพร่ำเพ้อถึงความรู้สึกมากมาย ถ้าเป็นเวลาปกติซองมินคงอยากฟังต่อไปเรื่อยๆ แต่บังเอิญตอนนี้เขากำลังถูกความรู้สึกผิดแล่นเข้ากัดกิน ซองมินอยากสารภาพว่าเป็นเพราะตัวเองที่คิดเล็กคิดน้อย อยากอธิบายว่าคยูฮยอนไม่ใช่คนผิดและไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยก็ได้...แต่ซองมิ นก็เป็นคนฟอร์มจัดเกินไป
“ช่างมันไม่ได้หรอก ผมไม่อยากถูกโกรธนี่นา”
“ฉัน ไม่ได้โกรธแล้ว” เอาน่า ถึงจะไม่ได้สารภาพทุกสิ่งที่คิดออกไปแต่อย่างน้อยซองมินก็ไม่ได้เล่นตัวถือ ทิฐิอีกแล้ว คนเป็นพี่แต่ตัวเล็กกว่าขยับตัวยุกยิก ใจจริงอยากหันกลับไปเผชิญหน้า อยากมองตา อยากเห็นสีหน้าของคนที่กำลังรัดร่างเขาไปกอดซ้อนหลัง คยูฮยอนคงแปลกใจที่จู่ๆ คนโกรธแรงกลับยอมยกโทษให้ง่ายๆ ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นง้อได้ไม่กี่จูบ
“ไม่ โกรธแล้วจริงหรือครับ” ริมฝีปากคู่นั้นทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีบกพร่อง นอกจากอ้อนถามแล้วยังฝากรอยจูบไว้บนจุดชีพจรที่กำลังเต้นแรงของคนตัวเล็ก กว่า ซองมินทำได้แค่คาดเดาสีหน้าและแววตาของคนรักรุ่นน้อง โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เดาไว้นั้นห่างไกลจากความจริงมากนัก
“ไม่ โกรธ...” ซองมินพยายามไม่ให้น้ำเสียงฟังดูกระตือรือร้นเกินไป ถึงจะเป็นฝ่ายผิดแต่เขาไม่อยากยอมรับว่าผิดนี่นา ไหนๆ คยูฮยอนก็เข้าใจว่าตัวเองผิดก็ปล่อยให้คิดไปล่ะกัน ซองมินไม่อยากเสียฟอร์มให้เด็กรุ่นน้องมากไปกว่านี้แล้ว
“แปลกจัง”
“อะไรแปลก”
“...ฮยองหายโกรธเร็ว”
“แล้ว ไม่ดีหรือไง” เสียงห้าวเริ่มกลับมาสะบัดสูง คนเค้าไม่อยากเสียฟอร์มแล้วก็มาย้ำอยู่นั่น...เดี๋ยวก็ไล่ให้ออกไปนอนกับเย ซองฮยองเสียเลย
“ดีครับ แต่...”
“แต่ อะไรอีก” ความเจ้าเล่ห์อีกอย่างหนึ่งของโจคยูฮยอนคือการหลอกล่อด้วยคำถามเรียบเรื่อย เสียงทุ้มลึกมีจังหวะสูงๆ ต่ำๆ น่าฟัง แล้วคนฟังก็เผลอต่อปากต่อคำจนกลายเป็นเชือกที่ตวัดกลับมารัดตัวทุกทีไป
“ผมยังไม่รู้เลยว่า ตกลงฮยองอยากให้กอดหรือไม่อยากให้กอด” ก็ต้องอยากให้กอดนะสิไอ้บ้า!
“ไม่รู้จริงๆ หรือ”
“อืม...เอา เป็นว่าไม่แน่ใจดีกว่า” ต่อให้ฉลาดแค่ไหนพอมาเจอคนเจ้าเล่ห์บางทีก็เผลอเปิดช่องว่างโดยไม่รู้ตัว จากที่เคยรู้สึกผิดนิดๆ เพราะความเอาแต่ใจของตัวเอง ตอนนี้ซองมินเริ่มอยากลงไม้ลงมือกับที่คนแกล้งโง่ได้แนบเนียนสมจริง
“ถ้า ไม่แน่ใจแล้วมากอดไว้ทำไม” เพียงแค่ถามอ้อมกอดที่เริ่มคลายตัวหลวมก็กระชับแน่น แรงรัดมาพร้อมกับปลายจมูกโด่งที่ซุกไซ้อยู่เหนือขมับคนมากฟอร์ม คยูฮยอนยิ้มกับกลิ่นหอมกรุ่นที่แสนคุ้นเคย
“ผม หมายถึงกอดต่อหน้าคนทั้งโลกต่างหาก...ฮยองไม่รู้จริงๆ หรือ” โดนย้อนหน้าซื่อๆ ฮยองเลยได้แต่กัดปากแน่น คำพูดที่เหมาะสมที่สามารถอธิบายการกระทำรวมไปถึงความคิดทั้งหมดดูจะปลิวหาย ไปจากสมองจนหมด ซองมินไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรให้คยูฮยอนเข้าใจโดยที่ไม่ต้องแวะเวียนเข้าไป ยุ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่เคยตั้งไว้ เขายังไม่อยากยกเลิกกฎเหล่านั้นแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ต้องการให้คนรัก ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด...จนเกินไป
เห็นแล้วใช่ไหมว่าซองมินเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองแบบสุดๆ
“อยาก ให้กอดหรือไม่อยากให้กอดเราก็กอดกันไปแล้วนี่ จริงไหม?” ซองมินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจนคนฟังรู้สึกได้ คยูฮยอนยิ้มกว้างลากฝ่ามือไปบนแขนขาวจนพบกับปลายนิ้วกลมก่อนจะสอดนิ้วตัวเอง ประสานเข้ากับฝ่ามือที่มีขนาดเล็กกว่า
“เรา กอดกันเพราะเยซองฮยอง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้ทำผิดกฎ...จริงไหม?” ทั้งที่ไม่รู้เจตนาแท้จริงของคนพูดแต่ซองมินก็เผลอหัวเราะออกไปแล้วล่ะ เขาโกรธใครไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเองที่ตั้งกฎขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะปกป้องความรักครั้ง นี้ หรือเด็กตัวโตที่ปฏิบัติตามกฎทั้งที่ไม่อยากทำ...หรือแม้กระทั่งเยซองฮยอง ที่ช่วยให้เขากับคยูฮยอนได้กอดกันในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
“นั่น สิเนาะ” เสียงห้าวฟังอู้อี้เพราะซองมินตัดสินใจหันร่างกลับมาซุกใบหน้าเข้าหาอกอุ่น แรงกอดรัดจากวงแขนล่ำสันได้รับการตอบแทนเป็นจูบแผ่วๆ บนลำคอหนา
“ดี กันแล้วนะ” คยูฮยอนย้ำเสียงถามเพื่อความมั่นใจ ซองมินพยักหน้ารับง่ายๆ ไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะคิดสงสัยในความง่ายครั้งนี้หรือไม่ เวลานี้เขาแค่อยากกอดเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นจากเนื้อสู่เนื้อ อยากจูบเพื่อปัดเป่าช่วงเวลาแห่งความไม่เข้าใจออกไป เสียงลมหายใจที่สอดประสานเหมือนกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่แรงโลดขึ้น ไม่นานคยูฮยอนก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ ร่างสูงลดริมฝีปากลงหาใบหูบางก่อนจะกระซิบขอในสิ่งที่มั่นใจว่าซองมินจะไม่ปฏิเสธ
“ฮยอง...ขอผมนะ”
ดึกมากแล้วแต่หอพักยังคงความเงียบสงบไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ชาวคณะที่พากันออกไปฉลองรางวัลยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับ ภายในห้องนั่งเล่นปรากฏร่างสมส่วนของใครคนหนึ่ง ร่างนั้นนอนเหยียดยาวไปบนโซฟาตรงหน้าคือจอแอลซีดีใหญ่ยักษ์ที่ไม่แสดงภาพใดๆ เจ้าของตำแหน่งเส้นเสียงหลักของวงเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวของคู่รักที่ นอนอยู่ในห้องถัดไปแค่ช่วงแรก เมื่อมั่นใจว่าไอ้คยูสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมดเขาก็ละความสนใจ เยซองหลับไปพร้อมกับหนังเรื่องโปรด อารมณ์เป็นสุขจากรางวัลที่ได้รับทำให้เขาหลับได้ง่ายกว่าทุกคืน อาจจะมีอยู่สักช่วงหนึ่งในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นที่เขาได้ยินเสียงเล็ดลอด ออกมาจากห้องหมายเลขหนึ่งสามเจ็ด...
เสียง ร้องเพลงดังสลับกับเสียงดนตรีที่ฟังแปร่งหู ถึงจะง่วงแต่เยซองไม่เคยลืมว่ามีเพียงคนเดียวที่เล่นกีตาร์ได้ดีและอีซองมิ นไม่เคยจับคอร์ดเพี้ยนในเพลงของตัวเองเลยสักครั้ง นักร้องหนุ่มขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา...เสียงทุ้มต่ำนั้นฟังคุ้นหูจนไม่จำ เป็นต้องเดาว่านักร้องที่กำลังร้องเพลงคือใคร ทว่าสิ่งที่น่าสนใจคือความหมายของเนื้อเพลงที่ร้อง ฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ...
‘ถ้าผมเป็นละอองของหิมะ ผมจะเฝ้ามองคุณจากท้องฟ้าที่แสนไกล
คงจะมีเพียงแต่ความรักที่ร่วงลงมา ไม่มีทางจะหลอมละลายไป’
END~
popsical_kwan talk : Room 137 คือช็อตฟิกที่สั้นมากและเป็นช็อตฟิกคยูมินเรื่องแรกในชีวิต เนื่องจากฟิกเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากการเสพคลิปๆ หนึ่ง(ดังที่แปะไว้แล้ว) บวกรวมกับการต่อยอดทางความคิดหลังจากได้คุยกับเพื่อนถึงแคมนี้ ช็อตฟิกเรื่องนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นมาจากความฟิน เพื่อความฟิน เพราะฉะนั้นมันอาจจะมีจุดที่ขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง ก็อย่าได้หาสาระหรือเหตุผลนะคะ ขอให้เสพเพื่อความฟินจากเหตุการณ์ "รวบกอด" ที่เกิดขึ้นก็พอ (หัวเราะ)
คนแต่งขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณพี่ต่อสำหรับ ของหวานอร่อยๆ และแคมน่ารักๆ ที่มาของช็อตฟิกเรื่องนี้ด้วย (อยากบอกว่ารักเมนหลักในแคมด้วยอะ) >/////<
ที่สำคัญคือขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านมากๆ นะคะ ^^