[FIC] I'm In Love |17|

posted on 20 Jul 2013 15:29 by sunnstory-luckyseven in Im-In-Love

 

 

 

 

 

 

Title : I’m In Love

 

 

  

17

 

 

 

ผมเดินออกจากห้องประชุมใหญ่ของคณะด้วยความโล่งใจ การพรีเซนต์โปรเจครอบสุดท้ายผ่านไปด้วยดี อาจารย์แต่ละคนชื่นชมจนผมรู้สึกว่าตัวพองจนจะแตกได้ ใบหน้าแต่ละคนที่เดินออกจากห้องเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง พวกเรากลับมาคุยกันเสียงดังโหวกเหวกโวยวายอย่างที่เคยทำราวกับว่าเมฆหมอกอึมครึมช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น ความเครียดสะสม ความกดดันจากการเตรียมพรีเซนต์โปรเจคจบได้รับการปลดปล่อยไปหมดแล้ว

 

“ไปกินข้าวกันเถอะ กูหิวววววววววววว” ใครซักที่เดินตามกันออกมาตะโกนขึ้นมาดื้อๆ แล้วพวกเราก็หัวเราะกันลั่น มันก็สมควรหิวละครับ ตั้งแต่ตอนเช้านอกจากขนมปังแผ่นเดียวพวกเราก็ไม่มีใครกล้าทานอะไรเพราะกลัวว่าถ้าพรีเซนต์ไม่ดี อาจารย์ด่า เราจะอ้วกแตกกันตรงนั้น คิดแล้วยังขำ โปรเจคจบแม่งร้ายแรงกว่าอะไรทั้งนั้น

 

“งั้นพวกมึงไปโรงอาหารกันเลย รอกูอยู่ที่นั่น เดี๋ยวกูจะเอาตารางสอบที่ไปถ่ายเอกสารไว้มาแจกให้” ยองแจสรุปเสร็จพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ตรงอาหารทันที มีเพื่อนดีก็แบบนี้ละครับ  ตอนนี้ผมเหลือวิชาที่ต้องสอบไฟนอลแค่สี่ตัว แต่กินเวลาราวๆสองอาทิตย์ แต่ประเด็นคือผมยังจำไม่ได้ว่าวิชาอะไรสอบวันไหนบ้างนอกจากวันอังคารหน้าหนึ่งตัวและวันที่ 28 ที่สอบตัวสุดท้าย เนื่องจากช่วงก่อนมัวแต่หัวหมุนเร่งทำรายงานพรีเซนต์โปรเจค

 

แล้วที่สำคัญผมก็เพิ่งสำนึกได้ว่าสามสี่วันที่ผ่านมา..ผมขาดการติดต่อกับใครบางคนไปเลย -*- สงสัยว่าคืนนี้ต้องโทรไปรายงานตัวหน่อยแล้ว

 

โรงอาหารของคณะยังคงเต็มไปด้วยนักศึกษามากหน้าหลายตา พวกผมที่ออกจากห้องเชือดมาด้วยความหิวโหยเลยแยกย้ายกันไปซื้อข้าวโดยเลือกเอาร้านที่คนต่อแถวน้อยๆ แต่กว่าจะได้ข้าว กว่าจะได้โต๊ะ ก็ปาไปเกือบบ่าย โชคดีที่หลังจากนี้พวกเราไม่มีเรียนกันแล้วเลยยังนั่งทานข้าวแบบสบายๆได้

 

“มินิ..” เสียงชินดงที่หายไปตั้งแต่ออกจากห้องเชือดเรียกผมมาแต่ไกล น้ำเสียงมันตื่นเต้นมาก มันทรุดตัวลงนั่งข้างผม โชคดีที่โต๊ะนี้มีแค่ผม เฮนรี่แล้วก็ซีวอน

 

“ไรวะ..”

 

“อาจารย์ซอลาออกแล้ว” เสียงชินดงไม่ได้ดังเลยเมื่อเทียบกับความวุ่นวายในโรงอาหาร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หยุดพวกเราที่กำลังโกยข้าวเข้าปากกันได้

 

“ลาออก..อะไร”

 

“เออ! ลาออกจากการเป็นอาจารย์ของที่นี่..” สลัด..นี่อาจารย์แกถึงขนาดเอาหน้าที่การงานเป็นเดิมพันเลยเหรอวะ!!!

 

“มึงรู้ได้ไง”

 

“เมื่อกี้กูไปทำธุระที่คณะนิเทศ ได้ยินอาจารย์เค้าคุยกันเรื่องนี้” เอาแล้วไง ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ กระซิบถามชินดงที่กำลังทำหน้าเครียดโคตรๆอยู่ จ้า พี่พระเอกเป็นของมึงจ่ะ กูเข้าใจ.. -*-

 

“ลาออกตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“อันนี้กูก็ไม่รู้ รู้แต่จะออกสิ้นเดือนนี้ ก็สิ้นเทอมพอดีอ่ะ แม่ง เป๊ะยังกะวางแผนไว้” สิ้นเดือนนี้ก็คือสิ้นเทอมนี้ หมดปีการศึกษานี้..

 

“มึงระวังตัวไว้เลยมินิ กูว่างานนี้อาจารย์ซอแม่งเอาจริง” ผมล้วงมือเข้าไปในกางเกง ควานหาโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้งานอย่างจริงจังมาหลายวัน มาถึงตอนนี้พี่คยูฮยอนจะรู้หรือยังว่าอาจารย์ซออีซึลลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว

 

“ลาออกไปเล่นละครหรือเปล่าวะ ข่าวว่าละครเรื่องใหม่ที่จะเปิดกล้องเค้าก็อยากได้พี่คยูฮยอนมาเล่นคู่อาจารย์ซออยู่นะ เห็นว่ากระแสกำลังมา” เอาละสิ ยืนยันจากปากคนในวงการแบบนี้ผมชักจะหวั่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แหมะ อย่าให้กูเป็นอธิการบดีนะ จะฉีกใบลาออกทิ้งแม่งเลย -*-

 

“แล้วเย็นนี้ว่าไง ที่พี่ชินจีนัดที่ร้านพี่ฮีชอลอ่ะ” เมื่อยังไม่รู้จะแก้ปัญหาอะไรต่อไปผมเลยตัดมันไปก่อน เอาเรื่องเย็นนี้ก่อนดีกว่า..

 

“ไปดิ ฉลองไงมึง พี่ชินจีอุตส่าห์จะเลี้ยง ‘จารย์ซอแม่งคงไม่ใจร้ายดอดไปหาพี่คยูฮยอนของมึงตั้งแต่วันนี้หรอก แกไปถ่ายละครที่บ้านนอกโน่นไม่ใช่หรือไง” ก็ถูก..ช่วงอาทิตย์นี้กับอาทิตย์ถัดไปพี่คยูฮยอนต้องไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัดกินเวลาหลายวันอยู่เพราะเป็นฉากสำคัญ

 

“เออ ตกลงว่าไปกันหมดเลยนะ กูจะได้โทรบอกพี่ชินจี” พวกมันพยักหน้าแล้วก็โซ้ยข้าวกันต่อ ผมมองข้าวอืดๆในจานแล้วก็ฝืดคอ ปกติถ้าหิวขนาดนี้มันควรจะสองจานเป็นอย่างต่ำ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากกินมันแล้วล่ะ โว้ยยยย กินข้าวไม่ลงเลยกู T____T

 

.

 

.

 

พอถึงเวลานัด ผมและสมัครพรรคพวกอันได้แก่ชินดง เฮนรี่ ซีวอน ฮยอกแจก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงที่ร้านพี่ฮีชอลเพื่อฉลองความสำเร็จในการสอบพรีเซนต์โปรเจคจบ ซีวอนที่ช่วงนี้ขอเลื่อนและงดทุกคิวงานเพื่อช่วงสุดท้ายของชีวิตการเป็นนักศึกษาจึงได้มีโอกาสมาฉลองกับพวกผมด้วย

 

พวกผมที่วางแผนว่าจะมาฉลองกันที่ร้านพี่ฮีชอลนานแล้วจึงถือเอาฤกษ์ดีวันนี้มาเยี่ยมเยียนซะเลย และไหนๆก็คนรู้จักกันทั้งนั้น พี่ฮีชอลจึงจัดโต๊ะพิเศษให้เราได้กินและดื่มกันอย่างเต็มที่..

 

“แล้วนี่สอบเสร็จกันวันไหนอ่ะ” สมกับเป็นเพื่อนกันนะครับ พี่ชินจีถามพวกผมเหมือนที่พี่คยูฮยอนถามวันนั้นเลย

 

“28 ครับพี่” เฮนรี่ที่นั่งใกล้สุดและไม่มีอะไรยัดอยู่เต็มปากตอบเธอไป พี่ชินจีพยักหน้าเหมือนเข้าใจแต่กลับขมวดคิ้วอีกครั้ง

 

“เฮ้ย แล้วเดินทางกันวันไหนล่ะ ที่ไปอังกฤษน่ะ งานมันเริ่มวันที่ 1 เลยไม่ใช่เหรอปีนี้”

 

“เดินทาง 29 ตอนดึกเลยครับ” สอบเสร็จ 28 เดือนทาง 29 ถึงแล้วก็เข้าโรงแรม เตรียมตัวซื้อของใช้ที่จำเป็นพวกอาหารแห้ง พอวันที่ 1 ก็นั่งรถไฟเข้าไปในฟาร์ม ตามกำหนดการนี้ผมคิดว่าหลังจากสอบเสร็จ กว่าผมจะได้เจอพี่พระเอกก็โน่น ตอนที่กลับมาถึงเกาหลีแล้ว เพราะแบบนี้ผมเลยกะว่ารอให้เท้าได้สัมผัสเมืองผู้ดีก่อนละค่อยโทรกลับมารายงานตัวกับพี่คยูฮยอนเอาดีกว่า แต่เอาจริงๆเท่าที่ดู ช่วงนั้นแกคงไม่ว่างเพราะเป็นช่วงปิดกล้องละครอย่างที่เคยบอกผมไว้ ดูท่าแล้วชีวิตคงวุ่นวายน่าดู

 

“เสียดายวันนี้คยูฮยอนไม่ได้มาด้วย” อยู่ๆพี่ฮีชอลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เปรยขึ้นมา แล้วพวกเราก็หันมามองหน้ากันโดยพร้อมเพรียง

 

“อ้าว แล้วทำไมหมอนั่นต้องมาละคะ” นั่นสิ ทำไมต้องมา พอพี่ชินจีถามจบปั๊บ สมองน้อยๆของผมก็ประมวลผมได้ว่า..เธอยังไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอกำลังเลี้ยงต้อยเด็กอยู่

 

“ก็แฟนสอบโปรเจคผ่าน ก็ต้องมาฉลองสิ” เออะ แฟน! แฟนนนนนนนนนนนนนนนนน ส้อมในมือแทบร่วงเมื่อได้ยินคำตอบของพี่ฮีชอล พี่ครับ กั๊กๆบ้างก็ได้ ฮือออออออออออออ

 

“ใครคะ..” สิ้นเสียงพี่ชินจี ทุกสายตาก็ย้ายมาที่กบาลน้อยๆของผม คือนี่ผมแค่คบกับพระเอกชื่อดังป่ะ ไม่ได้ปล้นฆ่าใครตาย แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินขึ้นแท่นประหาร

 

“ซองมิน..”

 

“ค..ครับ พี่..” ผมหันไปยิ้มให้พี่ชินจีน้อยๆ คือผมไม่ได้ตั้งใจปิดบังเธอ แต่ไอ้จะให้โทรไปหาแล้วบอกว่า พี่ครับ ตอนนี้ผมเป็นแฟนกับเพื่อนพี่แล้วนะ แบบนั้นก็ไม่ควรป่ะ ใครมันจะกล้าทำวะ งื้ออออออออออออ T_________T

 

“คบกับคยูเหรอ” คำถามไม่ยาก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าอ้าปากไม่ออกเลยวะ รวบรวมลมปราณอยู่สองจึ้กจึงพยักหน้าให้เธอ

 

“ก็..ทำนองนั้นครับ” เท่านั้นเองผู้หญิงคนเดียวในโต๊ะก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น จนทุกคนหันมามอง พี่ครับ..มันไม่ใช่เรื่องตลกนะ!

 

“ถึงว่า..” ถึงว่าอะไร..พวกเรามองพี่ชินจีที่จุดต่อมอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาลอยๆ ไม่เว้นแม้แต่พี่ฮีชอลยังรอคอยคำพูดต่อไปของเธอ

 

“แหนะ ทำหน้าสงสัยกันใหญ่ แบบนี้มันน่าปล่อยให้สงสัยไปอีกซักสามสี่วัน เรื่องดีๆแบบนี้ไม่ยอมบอกกันนะ ไอ้เราก็นึกว่าจะตกลงปลงใจกับเดือนสถาปัตย์” อูยยยยยยยยยยย พี่จะพูดถึงมันให้หัวใจผมเต้นแรงทำไมมมมมมมมมมมมมมมม =______________=

 

“พี่ชินจีอยากได้เดือนสถาปัตย์เป็นน้องเขยเหรอครับ โธ่ ถ้ารู้ก่อนผมจะเชียร์พี่จีซอกแล้วเนี่ย” ขอบคุณสำหรับคำถามนะขรับฮยอกแจ..แล้วก็นะ มึงไม่ต้องหวังดีกับกูขนาดนั้นก็ได้ -*-

 

“เค้าก็ดูรักจริงหวังแต่งดีไม่ใช่เหรอ” พี่ชินจีหันมายักคิ้วหลิ่วตาใส่ผม แต่ไม่..ผมไม่หลงกล เพราะผมยังไม่รู้ว่าคำว่า ถึงว่า..ของพี่หมายถึงอะไร ผมจ้องใบหน้าสวยๆของพี่สาวคนสนิทไม่วางตา จนอีกฝ่ายเอื้อมมือมาดึงแก้มซะโย้..

 

“เอ้า อยากรู้ขนาดนั้นเชียว ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ปกติพี่ไม่ค่อยเห็นคยูฮยอนสนิทกับใครง่ายๆน่ะ ก็ยังสงสัยอยู่ว่าตอนงานดนตรีในสวนคยูฮยอนโผล่ไปได้ไง เพราะต่อให้รู้จักสนิทสนมกันก็ใช่ว่าจะยอมไปไหนมาไหนด้วยง่ายๆหรอกนะ กลัวเป็นข่าวยังกะอะไรดี หมอนั่นไม่ได้เหมือนที่เห็นในทีวีหรอก ปากหนักจะตายไป..” ปากหนักกกกกกกกกกก พี่คยูฮยอนนี่นะปากหนัก นี่มันความรู้ใหม่ชัดๆ อาจจะเพราะว่าเห็นพวกผมทำหน้างงจริงไม่อิงกระแส พี่สาวผู้เป็นเหมือนนางฟ้าก็อธิบายต่อ

 

“เราก็เคยเจอกับตัวเองไม่ใช่หรือไง ปากหนักน่ะ ข้อเสียของหมอนั่นเลยล่ะ คยูฮยอนเป็นพวกไม่ค่อยออกปากปฏิเสธใคร ไม่ทำร้ายน้ำใจใคร ข่าวลือมันเลยออกมาเยอะเวลาที่ไปกับคนโน้นคนนี้ ใครลากไปไหนก็ไปหมด เลยเป็นข่าวได้ง่ายไง” พวกเราพยักหน้าหงึกหงักเมื่อได้ฟังเรื่องของพี่พระเอกในด้านที่ไม่เคยรู้ จริงแหละ เมื่อก่อนตอนรู้จักกันใหม่ๆผมยังเคยหงุดหงิดใส่แกที่ถูกลากให้ไปเป็นกันชนบ่อยๆ

 

“แล้วนี่ไปแอบคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพี่ไม่เคยรู้เลย” เออะ..มันวกกลับมาเรื่องนี้ได้ไง แล้วก็นะ คำถามพี่ชินจีนี่ยิ่งกว่าหมัดฮุก นั่นสิ ผมกับพี่คยูฮยอนไปแอบคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่..

 

“ผมเองก็ยังงงๆนะครับพี่” ผมตอบแล้วก็ยิ้มเผล่จนเจ้แกต้องกดมะเหงกใส่กะบาลด้วยความเอ็นดู พี่ฮีชอลหัวเราะร่าก่อนจะพูดเสียงดัง

 

“เพื่อนเธอมันพาซองมินมาเปิดตัวที่นี่ตั้งนานละนะ พี่ยังพูดกับคยูฮยอนอยู่เลยว่าถ้าเป็นไอ้เด็กนี่ คุณพี่สาวเค้าคงถูกใจน่าดู”

 

“แน่ล่ะค่ะ ท่าทางจะถูกสเป็นคุณพี่สาวแล้วล่ะคนนี้อ่ะ” ว่าจบคุณพี่ทั้งสองก็ชนแก้วกันดังเคร้งโดยไม่ชวนพวกผม จะถูกใจอะไรกันปานนั้นนนนนน

 

“อ่ะๆ ดื่มๆ ฉลองที่ผ่านโปรเจคจบมาได้ พี่ดีใจด้วยกับทุกคนเลย เห็นกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม ตอนนี้จะจบมหาลัยกันหมดแล้ว เหลือสอบอีกแค่สองอาทิตย์ หลังจากวันนี้แล้วก็กลับไปตั้งใจอ่านหนังสือกันนะ เดี๋ยวจะหาว่าพี่พามาเสียการเรียน  เอ้า หมดแก้วเลยนะ” พอเติมเหล้าในแก้วปุ๊บพี่ฮีชอลก็ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้อาวุโส กล่าวคำอวยพรกับพวกเราแล้วก็สั่งให้ดื่มจนหมดแก้ว..

 

ครับ หมดแก้ว...ที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ รู้ตัวอีกทีผมก็กลับมานอนแผ่อยู่ที่ห้องชินดงเหมือนเดิม..  

 

.