[FIC] I'm In Love |18| [END]

posted on 22 Jul 2013 20:28 by sunnstory-luckyseven in Im-In-Love
 
 
 
 

Title : I’m In Love

 

 

  

18

 

 

 

ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมองด้วยความเคยชินแม้จะรู้ว่ามันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ผมปิดมันไว้ช่วยให้ผมกลับมามีสมาธิอ่านหนังสือจนถึงวันที่สอบเสร็จ ไม่มีภาพที่ไม่น่ามอง ไม่มีเสียงที่ไม่น่าฟังเข้ามารบกวนผมอย่างที่หวัง เพื่อนทุกคนเหมือนรู้ว่าผมต้องการอะไร หลังจากวันที่มีข่าวพี่คยูฮยอนกับอาจารย์ซอในโรงพยาบาลก็ไม่มีใครพูดถึงฝ่ายนั้นให้ผมได้ยินอีกเลย

 

การสอบครั้งสุดท้ายในชีวิตการเรียนปริญญาตรีของผมผ่านไปได้ด้วยดี หลังสอบเสร็จผมไม่ได้ไปฉลองกับเพื่อนๆ เพราะยังต้องกลับมาจัดข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปอังกฤษ

 

แต่เพราะมันเป็นการสอบวันสุดท้ายเลยมีเซอร์ไพรซ์เล็กๆจากผู้ชายที่แม่งโคตรจะรักจริงหวังแต่งกับผมมาสร้างความประหลาดใจตั้งแต่เดินออกจากห้องสอบเลยทีเดียว

 

เมื่อวานพี่จีซอกมาดักรอผมที่ใต้ตึกเรียน มันมาพร้อมโมเดลบ้านที่มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของกระบะรถ ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กละครับ  รูปแบบของมันเป็นบ้านในฝันที่ถ้าสาวๆหลายคนเห็นคงเพ้ออยากเข้าไปอยู่แม้จะเป็นแค่โมเดลก็ตาม

 

มันเอาสิ่งประดิษฐ์ของมันใส่ไว้ท้ายรถที่ตกแต่งอย่างน่ารัก ทันทีที่ผมเดินออกมาเห็นมันก็เข้ามาลากผมแถ่ดๆไปยืนท้ายรถ ก่อนจะยื่นกรรไกรให้แล้วบอกผมให้ไปตัดริบบิ้นขึ้นบ้านใหม่ให้มัน ด้วยความอึ้งและยังมึนงงผมก็รับกรรไกรมาแล้วทำตามที่มันบอก ทันทีที่ริบบิ้นแยกออกจากกันเสียงปรบมือไชโยโห่ร้องก็ดังไปทั่วทั้งตึก

 

มันรับกรรไกรคืนแล้วบอกผมว่าบ้านหลังนี้เป็นโปรเจคจบของมัน โดยมีแรงบันดาลใจคือผม.. ครับ บ้านหลังนี้เป็นแบบบ้านที่มันหวังจะสร้างให้ผมอยู่

 

ตอนที่รู้ผมโคตรจะปลื้มปริ่มและตื้นตันเลยยอมให้มันดึงเข้าไปกอดแน่นๆหนึ่งที เพราะมันกอดแน่นมากผมเลยได้ยินเสียงหัวใจของมันที่เต้นอย่างบ้าคลั่ง มองไปที่โมเดลบ้านที่ด้านหลังมันอีกครั้งผมเลยตัดสินใจกอดมันตอบ อย่างน้อยมันก็หวังดีกับผมมาตลอด(แม้จะผิดวิธีไปบ้างก็ตาม)

 

ผมกับพี่จีซอกกอดกันอยู่นาน(เพราะมันไม่ยอมปล่อย) มันเป็นการกอดที่ผมไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นแล้วจะเป็นข่าว ผมขอบคุณมันเบาๆ และสุดท้ายผมก็บอกมันไปตามตรงว่า..ผมรักคนอื่นไปแล้ว

 

ก็อย่างที่คิดละครับ พี่จีซอกมันไม่ได้สลดหรอก มันบอกผมว่ามันรู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้รักมัน มันเลยขอให้ผมเลี้ยงข้าวมันหนึ่งมื้อเป็นการตอบแทน..

 

แม่ง มาขอความรักกู พอกูปฏิเสธยังเสือกบอกให้กูเลี้ยงข้าวตอบแทนที่รับรักมึงไม่ได้ ชาตินี้กูจะหาผู้ชายแบบมึงได้จากไหนอีกไอ้พี่จีซอก =_______= แล้วก็ตามนั้นแหละครับ มันกล้าขอ ผมก็กล้าให้ เย็นนั้นผมเลยพามันไปเลี้ยงข้าว ที่สำคัญแม่งยังเลือกร้านที่แพงแบบที่กูเองยังไม่กล้าเข้าไปกินถ้าไม่มีใครจ่ายให้ แค่กูรับรักมึงไม่ได้นี่มึงแค้นกูขนาดนั้นเลยหรือไอ้พี่จีซอก!

 

สุดท้ายตอนที่ทานข้าวเสร็จ มันบอกว่ามันจะยอมตัดใจจากผมด้วยดี แต่สิ่งที่มึงทำไว้ในมื้อนี้ ชาตินี้ทั้งชาติยังไงกูก็ลืมมึงไม่ลงหรอกไอ้เดือนสถาปัตย์!

 

 

 

“ไปมึง..ถึงเวลาแล้ว” เฮนรี่ที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาตบไหล่เรียกผมให้หลุดจากความคิด ผมพยักหน้าให้มันก่อนจะกระชับกระเป๋าสะพายใบเล็กที่จะถือขึ้นเครื่องแล้วเดินตามมันไป เจ้าหน้าที่ยืนรอตรวจเอกสารก่อนจะเชิญเราผ่านไปขึ้นเครื่องเมื่อเช็คทุกอ่างเรียบร้อย

อีกไม่นานผมก็จะได้หลุดไปอยู่อีกโลก โลกที่ถึงแม้จะไม่มีใครรักเรา แต่พื้นที่ตรงนั้นจะเต็มไปด้วยคนที่รักในสิ่งเดียวกันกับเรา..

 

ความฝันแรกที่กำลังจะสำเร็จด้วยสองมือของผม พื้นที่ที่ผมฝันมาตลอดว่าอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน พื้นที่ที่ผมเคยทำได้แค่มองจากรูปในร้านขายเครื่องดนตรีมาตลอดหลายปี อีกแค่นิดเดียวมันก็จะเปลี่ยนจากภาพฝันมาเป็นความจริง..

 

“ทำหน้าให้มันดีๆหน่อย กูไม่ถนัดปลอบใจมึงเหมือนฮยอกแจหรอกนะ หงอยมากๆเข้ากูทิ้งมึงไว้ที่อังกฤษไม่พากลับนะเว้ย” เฮนรี่มันขู่ผมขณะที่เราเดินมาถึงที่นั่งของเราบนเครื่อง ผมหลุดหัวเราะก่อนจะโบกกบาลมันไปทีโทษฐานไม่ยอมให้ความร่วมมือในการบิ้วด์อารมณ์อ่อนไหว

 

“ทิ้งกูไว้อังกฤษกูก็หาเมียฝรั่งตั้งรกรากอยู่โน่นเลยก็เท่านั้นล่ะ!” ผมตอบมันไปก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง แสงไฟบนรันเวย์ตอนกลางคืนสวยมากแต่ก็โคตรเศร้าเลยเถอะ

 

“จะหาเมียฝรั่งมึงวัดความสูงตัวเองรึยังมินิ” ไอ้นี่ก็ขัดคอกูจั๊งงงง คือ..บางทีกูก็อยากนั่งเอาหัวพิงกระจกเครื่องบินแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงตามร่องแก้มแบบที่เคยเห็นในหนังเวลานางเอกหนีพระเอกไปเมืองนอกงี้ป่ะ สักพักแอร์โฮสเตสก็จะต้องมาถามว่าคิดถึงบ้านเหรอคะงี้ป่ะ แล้วก็ห่มผ้าให้กูก่อนจะกระซิบว่าฝันดีงี้ป่ะ เฮนรี่แม่งป่าเถื่อน! ไม่เข้าใจความอ่อนไหวของวัยรุ่น -*-

 

“มึงว่า..ไปถึงมันจะเป็นเหมือนที่เราหวังไว้มั้ยวะ” เฮนรี่มันยิ้มระอากับสิ่งที่ผมถาม ก่อนยื่นมือผ่านหน้าผมไปเคาะกระจกหน้าต่างของเครื่องบิน

 

“มึงดูดิ เมื่อเช้าตอนเราตรวจของในกระเป๋า พยากรณ์อากาศแม่งยังอวยแล้วอวยอีกว่าวันนี้อากาศดีสุดๆ ไม่มีลม ไม่มีฝน มีแต่เมฆอ่อนๆ ท้องฟ้าแจ่มใส.. แล้วมึงดูฝนพวกนี้ ตกลงมายังกับว่าเทวดาพร้อมใจกันเยี่ยว เพราะงั้น มันไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เราหวังทั้งนั้นแหละ ยิ่งเราหวังให้น้อยมากเท่าไหร่ เราก็จะเจอเซอร์ไพรซ์ดีๆเยอะมากเท่านั้น” ผมละสายตาจากหยดน้ำบนกระจกไปมองคนพูด

 

“วันนี้มึงพูดดีนะ” เฮนรี่หัวเราะในลำคอ วาดแขนมากอดผมไว้ข้างหนึ่ง

 

“กูพูดได้ดีกว่านี้อีก มึงอยากฟังมั้ย” ผมพยักหน้าทันที “เลิกเศร้าแล้วหาวิธีกลับมาเอาของๆเราคืนดีกว่า บางทีมึงก็ควรจะทำให้พี่คยูฮยอนรู้ว่า รักอย่างเดียวแม่งไม่พอ..” มันยักคิ้วใส่ผมพอดีกับที่เสียงประกาศบนเครื่องบินเริ่มขึ้น

 

คำแนะนำยาวเหยียดเพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทางลอยเข้าหูมาเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่ามันไม่เข้าสมองผมแม้แต่น้อยเพราะในหัวผมตอนนี้มันมีแต่คำว่า..รักอย่างเดียวแม่งไม่พอ..

 

นั่นสินะ ความรักมันทำให้คนเราโลภมาก พอได้รับแล้ว ก็ยังอยากได้รับอีกไม่เคยพอ มันไม่เกี่ยวหรอกว่าคนเราจะรักเป็นหรือไม่เป็น ไม่งั้นมันจะมีคนพูดที่บอกว่าความรักทำให้คนตาบอดเหรอ..ยิ่งความรักของผมยิ่งแล้วใหญ่ คนนึงตาบอดคนนึงเป็นใบ้ ชาตินี้จะเข้าใจกันมั้ยวะ..

 

“กูกลับมาอีกที พี่คยูฮยอนก็ยังไม่รู้เลยมั้งว่ากูไปไหนมา” เฮนรี่ตบไหล่แปะๆ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ผมอีกนิด

 

“ไม่ต้องกลัว วันนี้ยังไม่รู้ แต่พรุ่งนี้รู้แน่..” ผมมองแววตาเจ้าเล่ห์ของมันแล้วรู้สึกไม่ชอบมาพากลพิลึก..

 

“มึง..” ไม่ส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้

 

“ไม่ใช่กู ไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นพี่สาวสุดที่รักของมึง” พี่สาวสุดที่รัก..พี่ชินจีงั้นเหรอ..

 

“พี่ชินจี..” คราวนี้มันพยักหน้าช้าๆ หน้าตามันเต็มไปด้วยความสะใจ

 

“เออ พี่ชินจี งานนี้เจ้วางแผนด้วยตัวเองเลย” ตายห่าน! ถึงกูจะน้อยใจพี่คยูฮยอนขนาดไหน แต่ก็ยังอยากให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่นะ(แวะอ้วกมั้ยครับ) เกิดพี่ชินจีสั่งจับพี่คยูฮยอนหมกส้วมที่ค่ายเพลงกูไม่ต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ได้มรดกเรอะ T_________T

 

“แผนเป็นไงบ้างอ่ะ” เฮนรี่มันส่ายหน้าอีกแล้วครับ ตลอดเวลาเกือบๆสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่เรื่องวุ่นวายรุมเร้าผมจนต้องเก็บตัวหนีจากโลกกว้างๆใบนั้นจะมีแต่เพื่อนกลุ่มเดียวกันอย่างเฮนรี่ ชินดง ฮยอกแจแล้วก็ซีวอนเสียอีกที่คอยช่วยเหลือแล้วก็อยู่ข้างๆผม

 

“กูบอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปคาดหวังอะไรมาก เวลากลับมามึงจะได้รู้สึกว่าเซอร์ไพรซ์ครั้งนี้มันอลังการแบบวายวอด!” แบบวายวอดด้วย..

 

 

 

 

[ความในใจจากใครคนหนึ่ง]

 

 


 

ผมสะดุ้งตื่นหลังจากได้นอนไปแค่สามชั่วโมง ต้นเหตุมาจากเสียงข้อความเข้าของโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะหัวเตียง เมื่อคืนผมไปกินเลี้ยงปิดกล้องกับทุกคนในกองถ่าย กลับมาก็เกือบจะเช้าตรู่ พี่จีบินพาผมมาส่งที่หน้าคอนโดก่อนจะกลับบ้านไป ผมพยายามฝืนเปลือกตาเพื่อควานหาโทรศัพท์ต้นกำเนิดเสียง ทันทีที่ปลดล๊อกโทรศัพท์เครื่องที่เป็นเบอร์สำหรับคนใกล้ชิดก็ปรากฏหนึ่งข้อความจากชินจี..

 

‘น้องชายฉันขายออกแล้วนะ’

 

รูปที่มาพร้อมข้อความสั้นๆทำให้ผมตื่นเต็มตา ผู้ชายสองคนที่ยืนกอดกัน ล้อมรอบด้วยเพื่อนๆกำลังแสดงความดีใจกับทั้งสองคนอยู่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าเต็มๆ ไอ้ผู้ชายตัวสูงนั่นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเดือนคณะสถาปัตย์เจ้าของป้ายผ้าที่ผมอยากเผาทิ้งมากที่สุด ส่วนคนที่อยู่ในอ้อมกอดนั้นคือซองมินไม่ผิดแน่..

 

..นี่มันเกิดอะไรขึ้น..

 

ผมปิดรูปลงแล้วรีบกดเบอร์โทรออกหาหนึ่งในสองของผู้ชายในรูปนั้น แต่ผลที่ได้รับก็ยังเป็นเหมือนตลอดสามวันที่ผ่านมา น้องปิดโทรศัพท์ ผมดูวันที่ที่อยู่ในโทรศัพท์เพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่ามันผ่านวันสอบวันสุดท้ายของน้องมาแล้ว เรื่องมันชักไม่เข้าท่าแล้วล่ะ ผมเปลี่ยนเป้าหมายจากเด็กในรูปเป็นคนที่ส่งรูปมาให้ รอสายอยู่ครู่เดียวอีกฝ่ายก็กดรับ

 

((ว่าไงพระเอก)) เสียงใสเจือความสนุกแบบที่ชินจีใช้รับโทรศัพท์มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที

 

“รูปที่ส่งมาหมายความว่าไง” 

 

((อ้าว นายไม่ได้อ่านข้อความของฉันเหรอ)) ผมหลับตา พยายามนับหนึ่งถึงสิบเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะสนุกกับการกวนประสาทผมเหลือเกิน

 

“อ่านแล้ว แต่ไม่เข้าใจ ใครขายออกอะไร”

 

((ก็ซองมินไง เมื่อวานสอบเสร็จ เดือนสถาปัตย์เค้าก็มาทำเซอร์ไพรซ์ขอความรักกันหน้าตึกเรียนเลย พยานเพียบรูปตรึม ฉันเห็นว่าน่ารักดีเลยส่งมาให้นายดูด้วย)) ขอความรักงั้นเหรอ แล้วที่กอดกันกลมแบบนั้นน้องให้คำตอบไอ้เด็กนั่นไปว่ายังไง..

 

“ชินจี ฉันไม่ตลกนะ..” ผมกดเสียงต่ำ พยายามควบคุมอารมณ์อย่างที่สุด

 

((เออ ฉันเองก็ไม่ตลกเว้ย! น้องฉันต้องกลายเป็นหมาหงอย กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ อ่านหนังสือสอบไม่รู้เรื่อง ใต้ตาดำเป็นแพนด้า ฉันก็ไม่ตลกเหมือนกัน! บอกไว้เลยนะ ว่าถ้าจะมาจีบเล่นๆ ทำอะไรไม่จริงจัง เดี๋ยวไปกับคนโน้น เดี๋ยวเป็นข่าวกับคนนี้ ก็เลิกยุ่งกับซองมินซะ)) ผมยกโทรศัพท์ให้ห่างจากหูเล็กน้อยเพราะปลายสายตะโกนมาแบบไม่ยั้ง นี่ถ้าอยู่ต่อหน้าผมคงไม่รอดโดนยัยบ้านี่ต่อยตาแตก

 

“ชินจี..”

 

((ไม่ต้องมาเรียก ฉันโกรธ โกรธมากด้วย รู้ไว้ซะ ถ้ารักกันมาก ตัดกันไม่ขาดก็กลับไปหายัยอาจารย์นั่นซะแล้วเลิกมายุ่งกับน้องฉัน ลูกเค้ามีพ่อมีแม่ไม่ใช่ว่าอยากจะจับซุกไว้ตรงหนก็ทำ ถ้าคบกันแล้วมันลำบากก็ปล่อยมันไปเถอะ)) ปล่อยไปเถอะงั้นเหรอ..

 

“ไม่มีทาง...”

 

((ขอโทษ..แต่ตอนนี้มันไปตามท