[SF] All for you [01]

posted on 16 Apr 2014 21:35 by sunnstory-luckyseven in ALL-FOR-YOU

Title : All for you

Couple : Kyuhyun x Sungmin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  [01]

 

 

 


            “ซองมิน” เสียงกระซิบแผ่วเบาเรียกความสนใจกับคนที่จ่อมจมอยู่กับหนังสือให้เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าหวานย่นคิ้วระอาเพราะสาเหตุที่ต้องหันมาสนใจคนเรียกไม่ใช่แค่เสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินอยู่เป็นประจำหากแต่อีกฝ่ายยังฝากรอยอุ่นร้อนไว้ที่ข้างแก้มอีกอย่าง

 

                “อยากกินไอ้นี่” ปลายนิ้วเรียวจิ้มจึ้กๆ ลงบนหน้ากระดาษที่ซองมินกำลังดูอยู่ พอเห็นแบบนั้นใบหน้าหวานก็คลี่ยิ้มถูกใจรีบพยักหน้าตาม

 

                “อื้อ อยากกินเหมือนกัน ว่าจะลองทำอยู่ แต่อาจจะต้องดัดแปลงส่วนผสมนิดหน่อย” ตากลมเป็นกระกายเมื่อได้พูดเรื่องถูกใจ อีซองมินก้มไปอ่านหนังสือที่วางบนหน้าตักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้คนที่นั่งข้างๆ ตาปิด

 

                “เสาร์นี้ชวนแม่ทำดีกว่า”

 

                “ดี ๆ งั้นเสาร์อาทิตย์นี้ฉันไปนอนบ้านนาย พี่ยองอุนบอกว่าเสาร์นี้จะทำเนื้อย่าง..”  

 

                “นี่วางแผนไปนอนบ้านฉันอยู่แล้วใช่มั้ย” ได้ยินแบบนั้นดวงตาคู่คมก็หรี่ลงพลางยกยิ้มร้ายกาจใส่คนถามเป็นคำตอบ

 

“ไม่รู้เหรอว่าบ้านนายกำลังจะกลายเป็นบ้านฉัน” ยิ่งเนื้อความชวนให้หมั่นไส้คนพูดมากเพียงใดอีซองมินก็รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายบอกมาเข้าใกล้ความจริงมากแค่นั้น  ซองมินจิ๊ปากใส่ด้วยว่าเถียงไม่ได้ก่อนจะก้มลงไปสนใจหนังสือบนตักต่อ

 

“นี่..” ซองมินหันไปตามเสียงเรียกของคนที่นั่งเหยียดขาอยู่ข้าง ๆ อีกครั้ง

 

“อะไร”

 

“หอมแก้มอีกทีได้ป่ะ” คราวนี้ไม่ต้องรอ มือเล็กฟาดลงบนท่อนแขนของอีกฝ่ายไม่เบานัก พลางกระซิบลอดไรฟัน

 

“ไอ้บ้า นี่มันห้องสมุด!” ซองมินมองไปรอบๆ แม้จะมีชั้นหนังสือสูงจรดเพดานกั้นสายตาคนอื่นอยู่ แต่ถึงยังไงที่นี่ก็เป็นห้องสมุดของโรงเรียน โจคยูฮยอน ไอ้คนไม่รู้จักกาลเทศะเอ้ย!!

 

“ก็ห้องสมุดไง แค่หอมแก้มเอง..นะ คราวก่อนในห้องเรียนทำมากกว่านี้ยังไม่เห็นเป็นไรเลย” ไม่ว่าเปล่า ยังส่งนิ้วมาเขี่ยเอวกลมพอให้รู้กันว่า..ทำอะไร.. คนตัวเล็กกว่าหลับตาพลางสูดลมหายใจระงับความโมโห มือน้อยปิดหนังสือบนหน้าตักลงก่อนจะหันไปหาคนที่นั่งทำหน้าซื่ออยู่ข้างๆ

 

“ถ้าไม่หยุดเอาเรื่องในห้องเรียนคราวนั้นมาพูด ต่อไปนี้ไม่ว่าที่ไหนก็อย่า อุ๊บ! อื้อออออออ”

 

..ก็ในเมื่อหอมแก้มไม่ได้งั้นก็ทำอย่างอื่นละกัน..

 

 

 

 

 

                ร่างสูงโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่กำลังวิ่งไล่ลูกบอลกลมๆ อยู่ในสนามบาสชวนให้มองตาม ใบหน้าคมคายแย้มยิ้มยามที่พาบอลไปถึงฐานแป้นบาสที่อนุมานเอาว่านั่นคือโกล์ดฟุตบอล แต่ก่อนจะได้ซัดลูกบอลเต็มข้ออย่างที่ตั้งใจปลายสายตาก็เห็นเด็กห้องหนึ่งบางคนกำลังเดินผ่านข้างๆ สนามเสียก่อน

 

                “โหยยยยยยย แค่นั้นก็ไม่เข้า อ่อน!” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากเพื่อนร่วมทีมที่คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเตะเข้า แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ลูกบอลไหลออกด้านหลังแป้นบาสไปแบบไม่ได้ลุ้น..

 

“ไรวะ แค่แฟนเดินผ่านนี่มึงถึงกะแข้งขาอ่อน บังคับบอลไม่ได้เลยเหรอ” โจคยูฮยอนวิ่งตามลูกบอลที่ไหลออกนอกสนามแล้วเตะส่งไปให้เพื่อนที่ยืนรออยู่โดยไม่ได้สนใจต่อความในคำแซวนั้น เจ้าของช่วงขายาวเปลี่ยนเป้าหมายจากเกมในสนามเป็นการเดินตามคนที่กำลังหอบสมุดหลายเล่มดุ่มๆ ไปยังทิศทางเดียวกับห้องพักอาจารย์หมวดสุขศึกษาที่อยู่ในตึกเรียนถัดไปจากสนามบาส

 

“คุณเชฟ” จังหวะก้าวขาชะงักทันทีเมื่อได้ยินว่าใครเรียกมาจากด้านหลัง อีซองมินหันไปมองก็พบว่าเป็นมนุษย์หน้าด้านที่เพิ่งถูกเขาฟาดหน้าผากจนแดงเถือกไปเมื่อตอนพักกลางวัน

 

“เพิ่งเลิกเรียนเหรอ” ตากลมตวัดมองคนถามที่ก้าวมาเดินข้าง ๆ แล้วพยักหน้า ก่อนจะหันไปสนใจกับการอุ้มกองสมุดไปให้ถึงห้องพักอาจารย์ต่อ เห็นแบบนั้นคนที่โดนงอนตั้งแต่ตอนพักเที่ยงก็แอบหันหน้าไปเบ้ปากอีกทางหนึ่ง ร่างสูงขยับเข้าไปเดินชิดกับร่างเล็กแล้วฉวยสมุดในมืออีกฝ่ายไปถือไว้เอง

 

“ช่วย..” มือเล็กไม่ได้รั้งกองสมุดไว้ตอนที่อีกฝ่ายดึงไปถือ ซองมินยังคงเงียบอย่างที่ชอบทำเวลาที่ต้องการตอบโต้โจคยูฮยอน..

 

“แล้วกระเป๋าอยู่ไหน”

 

“บนห้อง” ร่างสูงพยักหน้าพลางใช้ไหล่ดันประตูห้องพักอาจารย์ให้เปิดออกแล้วจึงเอาสมุดไปวางบนโต๊ะอาจารย์ฮันซู ที่เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนม.ปลายโดยมีคนตัวเล็กเดินตามไปติดๆ

 

“งั้นเดี๋ยวไปเอากระเป๋าฉันก่อน แล้วค่อยไปเอากระเป๋านายบนห้องนะ ของฉันอยู่ที่สนามบาส” ซองมินยังคงพยักหน้าเงียบ ๆ อีกฝ่ายบอกอะไรมาก็รับคำไปตามนั้น ร่างเล็กก้าวตามร่างสูงออกจากห้องพักอาจารย์กลับไปยังทางเดิมที่เดินมา ตาคมปรายมองคนที่เดินอยู่ข้างกัน อีซองมินเวอร์ชั่นต่อต้านทุกอย่างด้วยความเงียบกลับมาอีกแล้ว..

 

 

“นี่โกรธจริงเหรอ” คราวนี้คนถูกถามเป็นฝ่ายปรายตามองบ้าง ร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงกับประตูห้องเรียนดูน่าหมั่นไส้ขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว มือน้อยเก็บเอาสมุดที่วางอยู่ใต้โต๊ะใส่กระเป๋าโดยไม่ได้สนใจตอบคำถามนั้น อีซองมินยังคงไว้ซึ่งความเงียบ

 

“ซองมิน..” เสียงทุ้มลากยาวอยู่ริมหูทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายย้ายตัวเองจากประตูห้องเรียนมาหยุดอยู่ข้างหลัง ความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณทำให้รู้ว่าตึกเรียนในเวลานี้ร้างผู้คนแล้ว คนตัวเล็กขยับเท้าหนีห่างแต่ก็ยังช้ากว่าวงแขนที่ตวัดโอบเอวไว้

 

“ปล่อย” ทั้งที่พยายามกดเสียงให้เข้มแล้วแต่ลมหายใจผะแผ่วที่เป่ารดอยู่ตรงขมับกลับคลอนความมั่นคงในน้ำเสียงให้พร่าสั่นจนรู้สึกได้ ซองมินนึกโกรธตัวเองที่มักจะแพ้ให้กับความใกล้ชิดของอีกฝ่ายอยู่เสมอ

 

“ไม่ปล่อย..” แค่ไม่ปล่อยยังไม่พอ คนที่เห็นหนทางชนะอยู่รำไรยังหมุนร่างในอ้อมแขนให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ ใบหน้าหล่อเลื่อนเข้าใกล้จนเห็นรอยไหวในตากลม ริมฝีปากร้อนแตะลงบนกลีบปากบางช้า ๆ ก่อนจะกดให้แนบชิดไม่ต่างจากฝ่ามือที่ดันร่างเล็กเข้าหา

 

“จ..จูบ ทำไมเล่า งื้อ” เสียงหวานเอ่ยถามอู้อี้ มือน้อยพยายามผลักไสอีกฝ่ายแต่ดูแล้วไม่เป็นผลเท่าไหร่ ศิลปะป้องกันตัวที่พี่ยองอุนเคยพร่ำสอนมาตลอดก็คล้ายจะไร้ประโยชน์เมื่อคู่ต่อสู้จับทางได้ทั้งหมด ร่างสูงหัวเราะในลำคอกับคำถามนั้นแล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หูเล็ก

 

“ก็เคยได้ยินมาว่า ถ้าแฟนโกรธ ให้จูบจนกว่าจะหาย” คิ้วเรียวมุ่นเข้าเมื่อได้ยินคำตอบ อีซองมินเบี่ยงหน้าหนีแต่ยังช้ากว่าฝ่ายที่ไล่ต้อน คยูฮยอนกักร่างเล็กไว้ระหว่างวงแขนกับโต๊ะเรียน เมื่อเห็นว่าหันไปทางไหนก็คงไม่รอด สุดท้ายซองมินเลยต้องยอมให้คนตัวสูง ‘ง้อ’ อย่างที่เจ้าตัวบอกมา..

 

กว่าจะง้อเสร็จซองมินก็พบว่าทั้งโรงเรียนเหลือเพียงแค่พวกนักกีฬาที่อยู่ซ้อมตอนเย็นเท่านั้น มือเล็กกุมริมฝีปากที่ออกจะบวมตุ่ยไว้ขณะที่เดินลงมาจากตึกเรียน

 

“ไม่มีใครสังเกตหรอกน่า ยิ่งปิดไว้คนก็จะยิ่งสงสัยนะ”

 

“ทำเป็นพูดดีไป” ซองมินตวัดตาค้อนคนที่เดินข้างกันแล้วก็นึกปลง วันนี้เขาค้อนใส่หมอนี่ไปกี่รอบแล้วก็ไม่รู้ คนอะไรชอบทำให้ขัดใจอยู่ได้ทั้งวัน

 

“อ้าว ก็จริงมั้ยล่ะ ยิ่งนายเอามือกุมปากไว้แบบนั้น ใครเห็นก็รู้แหละว่าไปทำอะไรมา ยิ่งเดินลงตึกมากันสองคนแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องปิดหรอกน่า” ว่าแล้วก็ดึงมือเล็กไปจับไว้

 

“โห..บวมมากเลย” คยูฮยอนแกล้งทำตาโตใส่คนมีชนักติดหลังก่อนจะหัวเราะลั่นเมื่อเห็นใบหน้าหวานยิ่งหดซีด เห็นแบบนั้นเลยเอามือข้างที่ว่างยีผมคนตัวเล็กกว่าเบาๆ

 

“หยุดหัวเราะนะเว้ย”

 

“แหนะ พอเขินละก็ดุ ทีตอนฉันถามว่าหายโกรธหรือยัง ใครให้นายบอกว่าไม่หายล่ะ” แก้มกลมพองออกด้วยความขัดใจเมื่ออีกฝ่ายยกเอาความจริงมาพูด ใบหน้าหวานเรื่อสีกว่าเดิม จะโทษหมอนั่นคนเดียวก็ไม่ถูก ทั้งที่ตอนแรกก็เหมือนจะโดนบังคับจูบแท้ ๆ แต่พออีกฝ่ายถามว่าหายโกรธหรือยัง ก็เป็นซองมินเองที่ตอบว่า..ยัง ทั้งที่ความจริงเรื่องโกรธอะไรนั่นเขาลืมไปตั้งแต่ที่อีกฝ่ายมาช่วยยกสมุดไปส่งที่ห้องพักครูแล้ว

 

“ซองมิน” ซองมินหันไปหาคนที่เดินข้างกัน ใบหน้าคมคายฉายแววจริงจังกว่าปกติ

 

“เมื่อตอนบ่ายอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปคุยด้วย อาจารย์บอกว่าอยากให้ฉันลองยื่นคะแนนสอบคณะแพทย์” ซองมินพยักหน้าหงึกหงัก รอฟังอีกฝ่ายพูดต่อ

 

“อาจารย์บอกว่าคะแนนสอบฉันดีกว่าเดิมมาก เลยอยากให้ลองสอบดู นายคิดว่าไง”

 

“แล้วคิดว่าจะสอบได้มั้ยล่ะ”

 

“นี่ แฟนนายเป็นอัจฉริยะนะ กะแค่หมอ หลับตาทำข้อสอบยังได้เลย” ซองมินเบ้ปากใส่คนขี้อวด ตากลมเลื่อนลงมองมือตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายจับไว้

 

“แต่ก็ไม่ได้อยากเรียนไม่ใช่เหรอ”

 

“ไม่อยาก อยากเป็นนักบินมากกว่า แต่ว่า..ตอนที่ฉันปฏิเสธอาจารย์ไปว่าจะไม่สอบ มันดันมีคนพูดว่ากลัวจะสอบไม่ติดเลยไม่กล้าสอบ” อ้อ..เพราะแบบนี้สินะ

 

“คนที่พูด อยู่ห้องฉันใช่มั้ย” ซองมินลองถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบ มาอีหรอบนี้รับรองว่าวิญญาณเด็กชายคยูฮยอนผู้เอาแต่ใจเข้าสิงอีกแน่นอน

 

“เออดิ๊”

 

“ก็ไม่เห็นต้องไปสนใจเลย” ว่าพลางกระชับมือที่จับอยู่ให้แน่นเข้า ซองมินออกแรงบีบมือหนาเบาๆ ความจริงเขาเองก็เคยได้ยินเพื่อนในห้องคุยกันเรื่องคยูฮยอน หลายคนไม่พอใจที่อาจารย์ประจำวิชาบางท่านหันไปชื่นชมเด็กห้องท้ายอย่างโจคยูฮยอนแบบออกหน้าเพราะเป็นม้ามืด ช่วงหลัง สอบย่อยทีไรก็กลายเป็นว่าท้อปไปซะทุกวิชาของสายคำนวณ แล้วไม่ได้ท้อปแบบธรรมดาทั่วไป หมอนี่เล่นได้เต็มตลอด เพื่อนๆ ในห้องของซองมินถึงได้พากันหมั่นไส้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีทั้งนั้น

 

“ไม่สนได้ไง ไอ้คนพูดมันเคยจีบแฟนฉันนะ” ซองมินแอบเบือนหน้าไปอีกด้าน ยกมือข้างที่ว่างขึ้นมากุมหน้าอกไว้ ไอ้บ้า..ใครใช้ให้พูดอะไรแบบนี้กัน

 

“ตกลงว่าจะสอบ” คยูฮยอนสั่นหน้าปฏิเสธ ทำเอาคนที่เดินมาด้วยกันถึงกับงง “สอบไปยังไงก็ติด เพื่อนในห้องนายจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าซะเปล่าๆ สู้ฉันเก็บสมองมาอ่านหนังสือสอบเข้าคณะที่อยากเรียนดีกว่า อีกอย่าง..กะว่าจะเอาทุนด้วย..” เสียงทุ้มเงียบไปตอนท้ายทำให้ซองมินชะงักไป คนตัวเล็กกว่าหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนพูด จากที่กำลังหมั่นไส้ในความอวด